ซื้อหนังสือเล่มนี้มาเพราะคิดตรงกันว่าบางทีก็รู้สึกว่ามีคนงี่เง่ารอบตัวเต็มไปหมด มีแค่คนประเภทเดียวกันเท่านั้นที่คุยกันรู้เรื่อง
หนังสือแบ่งประเภทของคนเป็นสี 4 สี สีแดง สีเหลือง สีเขียว และ สีฟ้า โดยที่ความท้าทายมีอยู่ว่า มีประชากรแค่ 5% ที่มีแค่สีเดียว 80% มีสองสี และอีก 15% มีสามสีผสมกัน ทำให้รู้สึกว่าจำแนกคนยากเหลือเกิน
ในตอนแรกสุดที่อ่าน คิดว่าตัวเองเป็นพวกสีฟ้าเพราะมีความชอบย้ำคิดย้ำทำ และมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่อ่านแล้วรู้สึกว่านี่แหละใช่เลย น่าจะสีฟ้า แต่พออ่านๆไปก็รู้สึกอีกว่าตัวเองน่าจะมีความเป็นสีแดงอยู่ในตัวด้วย เพราะหงุดหงิดง่ายมาก แต่จริงๆแล้วก็มีแค่หงุดหงิดง่ายนี่แหละที่เข้าเกณฑ์ และพออ่านไปอีกหน่อยก็คิดว่าตัวเองก็มีความเป็นคนสีเขียวอยู่ด้วยเหมือนกัน ที่เป็นคนรักความสงบสุข ไม่ชอบเห็นความขัดแย้ง และรู้สึกอึดอัดเมื่อเจอกับความเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหันหรือเจอข้อมูล/งานทับถมจนเยอะมากเกินขีดความสามารถ แต่ก็ยังมีความขี้แซะขี้บ่นจากสีฟ้าปนมาอีกอยู่ดี
แต่ที่แน่ๆคือไม่มีคุณสมบัติของคนสีเหลืองอยู่เลย 😹
ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าการแบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทเป็นการแยกแยะประเภทคนที่ค่อนข้างจำกัดไปหน่อย ถึงจะมีการผสมกันอยู่บ้างก็ยังไม่ได้หลากหลายเพียงพอ เทียบกับหลักการอื่นที่เคยเรียนรู้มา
แต่หนังสือเล่มนี้ปิดท้ายได้น่าสนใจมากตรงที่ยกเหตุการณ์ที่จับคนประเภทเดียวกันให้ทำงานบางอย่างด้วยกัน ผลลัพธ์คือพัง งานไม่เสร็จ แล้วก็ปิดท้ายว่าองค์กรไม่ควรรับคนที่คิดว่านิสัยเหมือนตัวเอง(เจ้าขององค์กร หรือคนที่คัดคนเข้า)เข้ามาอย่างเดียวเพียงเพราะคิดว่าคิดแบบเดียวกันแล้วจะดี ซึ่งมันอาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือหลักการอื่นที่เรียนรู้มาไม่ได้ให้ความสำคัญ(หรืออาจจะไม่ได้สนใจเอง)กับการผสมผสานคนหลากหลายประเภทเพื่อเติมเต็มกันและกัน หลักๆก็จะเพื่อที่เข้าใจตัวเองและพัฒนาตัวเอง พร้อมกับเข้าใจคนอื่น